บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยใช้รูปแบบโยคะที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
5. แบบแผนการวิจัย
6. การวิเคราะห์ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร คือ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย - หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเทพวิทยา สังกัดกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 4 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 126 คน
กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยนักเรียนนักเรียนชาย - หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาล 2 / 3 โรงเรียนเทพวิทยา สังกัดกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 31 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม ( Cluster Sampling )
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย
1. แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะจำนวน 24 แผน
2. แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ ( Torrance Test of Creative Thinking Figural )
การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ
1.แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ
การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือของแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะผู้วิจัยดำเนินการสร้างและพัฒนา มีรายละเอียดดังนี้
1.1 ศึกษาแนวคิด เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ พร้อมทั้งศึกษาเอกสาร คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยปี พ.ศ.2560 และหน่วยการเรียนรู้ของโรงเรียนในระดับชั้นอนุบาล 2 เพื่อสร้างองค์ประกอบของแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ ได้แก่ วัตถุประสงค์ เนื้อหา ลักษณะกิจกรรม สื่อและอุปกรณ์ และการวัดและประเมินผล
1.2 จัดทำแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ จำนวน 24 แผน โดยจัดในช่วงกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน รวม 8 สัปดาห์
1.3 การตรวจคุณภาพแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ ผู้วิจัยนำแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ เสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจพิจารณาหาความสอดคล้อง (IOC) ของกิจกรรมและจุดมุ่งหมายที่คัดเลือกไว้จำนวน 24 แผน โดยให้มีความคิดเห็นตรงกันอย่างน้อย 2 ใน 3 มีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไป ถือว่าเชื่อถือได้ เกณฑ์การพิจารณา ดังนี้
+1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วย
0 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจ
-1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญไม่เห็นด้วย
1.4 นำแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะที่ปรับปรุง แก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้ (Try Out) กับเด็กระดับชั้นอนุบาล 2 ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและระยะเวลาในการจัดกิจกรรม และนำมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์
1.5 นำแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะที่ปรับปรุงแก้ไขจนสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง
2.แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์
การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือของแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพเป็นสื่อ แบบ ก. (Thinking Creativity with Pictures Figural Form A) ของทอแรนซ์ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและพัฒนา มีรายละเอียดดังนี้
1. ผู้วิจัยศึกษาแนวคิด หลักการ ทฤษฎีและข้อมูลเกี่ยวกับแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพเป็นสื่อ แบบ ก. (Thinking Creativity with Pictures Figural Form A) ของทอแรนซ์ เพื่อนำมาใช้วัดความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กอนุบาล โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.1 ลักษณะของเครื่องมือ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยการปฏิบัติและการเคลื่อนไหวเพื่อนำมาใช้วัดความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กอนุบาล เป็นเครื่องมือวัดความคิดสร้างสรรค์ในการปฏิบัติและการเคลื่อนไหวของเด็กที่อายุระหว่าง 3-6 ปี มีองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ ความคิดคล่องตัว ความคิดริเริ่ม และจินตนาการ ประกอบด้วยกิจกรรมในแบบทดลองทั้งหมด 4 กิจกรรม โดยกิจกรรมที่ 1 3 และ 4 เป็นกิจกรรมที่ใช้ทดสอบความคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดคล่องตัวและความคิดริเริ่ม ส่วนกิจกรรมที่ 2 เป็นกิจกรรมที่ใช้ทดสอบความคิดสร้างสรรค์ด้านจินตนาการ ในการทดสอบต้องทดสอบเด็ก ต้องทดสอบเด็กทุกคนร่วมกันในชั้นเรียน โดยจัดที่นั่งเด็กแยกกันโต๊ะ 1 ตัวต่อเด็ก 1 คน โดยทำกิจกรรมละ 5 นาที รวม 20 นาที แล้วนำมาคำนวณคะแนนตามคู่มือการใช้
1.2 การดำเนินการกิจกรรม มีรายละเอียดของแบบทดสอบนี้ประกอบด้วยกิจกรรม 3 ชุด คื
กิจกรรมชุดที่ 1 การวาดภาพ เป็นการให้วาดภาพต่อเติมจากสิ่งเร้าที่กำหนด ซึ่งเป็นกระดาษสติกเกอร์สีเขียวรูปไข่จำนวน 1 ภาพ มีความยาวในแนวรีประมาณ 9 ซ.ม. ความกว้างประมาณ 6 ซ.ม. ให้ต่อเติมภาพให้แปลกใหม่ น่าตื่นเต้นและน่าสนใจที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แล้วให้ตั้งชื่อภาพที่วาดนั้นให้แปลกที่สุด
กิจกรรมชุดที่ 2 การเติมต่อภาพให้สมบูรณ์ เป็นการให้ต่อเติมภาพจากเส้นเป็นลักษณะต่างๆ ที่กำหนดให้ มีจำนวน 10 ภาพ ให้แปลกและน่าสนใจพร้อมตั้งชื่อภาพให้น่าสนใจ
กิจกรรมที่ 3 การใช้เส้น เป็นการให้ต่อเติมภาพจากเส้นคู่ขนานจำนวน 30 คู่ แต่ละคู่มีความสูง 2.5 เซนติเมตร มีระยะห่าง 0.8 , 1.3 และ 1.7 เซนติเมตร จำนวน 3 , 12 และ15 คู่ ตามลำดับ กิจกรรมนี้เน้นการประกอบภาพโดยใช้เส้นคู่ขนานเป็นส่วนสำคัญของภาพต่อเติมให้แตกต่างไม่ซ้ำกัน และตั้งชื่อภาพที่ต่อเติมแล้ว ให้แปลกและน่าสนใจ
กิจกรรมทั้ง 3 ชุด ใช้เวลาสอบกิจกรรมละ 10 นาที
1.3 แนวทางในการให้คะแนนในแต่ละองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ มีดังนี้
การตรวจให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้
1. ความคิดคล่องตัว (Fluency) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการคิดหาคำตอบให้ได้อย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว และมีปริมาณการตอบสนองได้มากในเวลาจำกัด คะแนนความคิดคล่องตัวคือคะแนนที่ได้จากการวาดภาพที่ชัดเจน สื่อความหมายได้ในแต่ละกิจกรรม เช่นกิจกรรมชุดที่ 1 ความคิดคล่องตัวมีเพียง 1 คะแนน กิจกรรมชุดที่ 2 คะแนนความคิดคล่องตัวสูงสุด 10 คะแนน และกิจกรรมชุดที่ 3 คะแนนความคิดคล่องตัว 30 คะแนน
2. ความคิดริเริ่ม (Originality) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการคิดสิ่งแปลกใหม่ ไม่ซ้ำกับผู้อื่น โดยใช้เกณฑ์คำตอบที่เด็กตอบมาตั้งแต่ 1 – 5 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นความคิดที่แปลกและได้คะแนนมากที่สุด คำตอบที่นักเรียนตอบมามากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นความคิดธรรมดา ได้คะแนนต่ำตั้งแต่ศูนย์ขึ้นไป
3. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) หมายถึง ความคิดในรายละเอียดที่นำมาตกแต่งความคิดครั้งแรกให้สมบูรณ์ แล้วทำให้ภาพชัดเจน และได้ความสมบูรณ์ ดังในภาพ ที่มีรายละเอียดแต่ละส่วนให้คะแนนส่วนละ 1 คะแนน การคิดคะแนนความคิดละเอียดลออใช้ช่วงคะแนน เช่น จาก 1 - 5 = 1 คะแนน
2. สร้างแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์
3. นำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านตรวจสอบความถูกต้อง และพิจารณาความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยให้มีความคิดเห็นตรงกันอย่างน้อย 2 ใน 3 มีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไปถือว่าใช้ได้ เกณฑ์การพิจารณา ดังนี้
+1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าสอดคล้อง
0 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจว่าสอดคล้อง
-1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าไม่สอดคล้อง
4. ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
5. ผู้วิจัยนำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ไปทดลองใช้ (Try out) กับเด็กอนุบาลปีที่ 2 ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อดูความเหมาะสมของสถานการณ์ที่ใช้ในการสังเกต และระยะเวลาในการสังเกต แล้วนำผลที่ได้มาหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ
6. ผู้วิจัยนำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ความเหมาะสมของสถานการณ์ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ระยะเวลาในการสังเกต และรูปแบบการบันทึกข้อมูล โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พร้อมทั้งหาค่าความยาก - ง่าย และค่าอำนาจจำแนกของเครื่องมือ ทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 คู่มือการใช้เครื่องมือแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ส่วนที่ 2 สมุดบันทึกคะแนนแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์และส่วนที่ 3 ใบสรุปคะแนนมาตรฐานความคิดสร้างสรรค์ทั้ง 3 ด้าน ก่อนและหลังการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ และผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะและนำมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์
7. นำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ที่ปรับปรุงแก้ไขจนสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง
การเก็บรวบรวมข้อมูล
แบบแผนการวิจัย
การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบก่อนและหลังการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการจัดประสบการณ์กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ โดยใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Design) แบบ One Group Pretest – Posttest Design (ลาวัลย์ ตนะสอน 2559 : 81)
|
กลุ่ม |
Pre - Test |
Treatment |
Post – Test |
|
E |
T1 |
X |
T2 |
E หมายถึง กลุ่มทดลอง (Experiment Group)
X หมายถึง การจัดประสบการณ์กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะ (Treatment)
T1 หมายถึง การประเมินก่อนการจัดกิจกรรม (Pre – Test)
T2 หมายถึง การประเมินหลังการจัดกิจกรรม (Post – Test)
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยแบ่งการดำเนินการในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอน ดังนี้
1. ผู้วิจัยทำการทดสอบก่อนการทำกิจกรรมกับนักเรียนชั้นอนุบาลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ผู้วิจัยดำเนินการทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาในการทดสอบ คนละ 30 นาที
2. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยใช้รูปแบบโยคะ โดยทดลองในกลุ่มทดลองที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ จำนวน 24 แผน
3. เมื่อสิ้นสุดการทำกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยใช้รูปแบบโยคะแล้ว ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังการทำกิจกรรมกับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 / 3 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
4. วิเคราะห์ข้อมูลกระทำโดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์
การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติคำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะโดยรูปแบบโยคะทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความคิดคล่องตัว ความคิดริเริ่ม และจินตนาการ โดยใช้ T – Test (Dependent Samples) เพื่อคำนวณหาค่าเฉลี่ย (x ̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีรายละเอียด ดังนี้
สถิติพื้นฐาน
1. การหาค่าเฉลี่ย (x ̅) มีสูตรการคำนวณ คือ x ̅ = (∑x)/n
เมื่อ x ̅ คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
∑x คือ ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด
n คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด
2. การหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีสูตรการคำนวณ คือ S.D. = √(〖(x- x ̅)〗^2/(n-1))
เมื่อ S.D. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
x คือข้อมูล
x ̅ คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
n คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้องมูล
1. การหาค่า IOC มีสูตรการคำนวณ คือ IOC = (∑R)/n
เมื่อ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้อง
∑R คือ ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
n คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น