วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

วิจัยบทที่ 2

 บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

    1.1 ความหมายของกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

    1.2 ความสำคัญของกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

    1.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโยคะสำหรับเด็กปฐมวัย

    2.1 ความหมายของโยคะสำหรับเด็กปฐมวัย

    2.2 ท่าโยคะพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัย

    2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโยคะสำหรับเด็กปฐมวัย

3.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

3.1 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์

3.2 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์

3.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

3.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์


1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

ความหมายกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

    เยาวเรศ  ธนวนกุล (2556 : 7) สรุปว่า กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั้งกล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่ในลักษณะต่าง ๆ อย่างอิสระ โดยมีจังหวะเป็นตัวช่วยในการเคลื่อนไหว เป็นการแสดงออกที่เด็กได้พัฒนาความสามารถของตนเองอย่างมีความสุข

    อรพรรณ  ภาคธรรม (2556 : 25) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง การจัดประสบการณ์ที่ให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะของบทเพลง ทำนองเพลงหรือคำคล้องจอง โดยอาจมีการใช้อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว เช่น เครื่องเคาะจังหวะ

    บูรชัย ศิริมหาสาคร (2555 : 79) กล่าวว่า กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะนั้นเป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ โดยส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลงหรือคำสั่ง ส่งเสริมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้จังหวะและการควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองตามจังหวะและดนตรีที่ใช้ประกอบ เช่น เสียงตบมือ เสียงเคาะไม้ เคาะระฆัง สามเหลี่ยม รํามะนาและกลอง เป็นต้น

    สรุปได้ว่า กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง กิจกรรมที่ให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างอิสระ โดยมีการนำจังหวะดนตรี เพลง คำคล้องจองมาช่วยในการควบคุมการเคลื่อนไหวช่วยส่งเสริมเด็กด้านจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาความสามารถของตนเองอย่างมีความสุข

ความสำคัญของกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

    พระครูพิพัฒน์กิตติสุนทร (2553 : 10)  กล่าวว่า กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะมีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะเป็นการพัฒนาทักษะกลไกของร่างกายรวมถึงการควบคุมอวัยวะของร่างกายในส่วนต่าง ๆช่วยในการทรงตัว และประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อใหญ่และเล็กได้ดี พร้อมที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีชีวิตอย่างมีความสุขสมบูรณ์ในสังคม เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจได้ดี

    อรพรรณ  ภาคธรรม (2556 : 26) กล่าวว่า ความสำคัญของการเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กโดยตรง ทั้งยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการในทุก ๆ ด้านได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา

    นิตยา   ศรีมงกุฎพันธุ์ (2548 : 120) กล่าวว่า ความสำคัญของการเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัยว่า การเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัยเป็นการนำไปสู่การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาการทางสมองหรือสติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยการเคลื่อนไหวทางร่างกาย ซึ่งเป็นผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อต่าง ๆให้มีความสัมพันธ์ประสานกันอย่างคล่องแคล่ว มีท่วงท่าในการเคลื่อนไหวที่สง่างาม เกิดความมั่นใจ ก่อให้เกิดบุคลิกภาพที่ดี มีพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมอันเหมาะสม

    สรุปได้ว่า ความสำคัญของกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็กช่วยควบคุมอวัยวะการทำงานของร่างกาย และกล้ามเนื้อต่าง ๆ ให้มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กัน ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

จารุวรรณ  บุญสู ( 2560 : บทคัดย่อ ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะประกอบเพลงภาษาอังกฤษ และ 2) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะประกอบเพลงภาษาอังกฤษ ประชากรได้แก่ เด็กปฐมวัยชายและหญิง อายุ 5-6 ป.ซึ่งกําลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนอนุบาลศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี จํานวน 2 ห้องเรียน มีจํานวนนักเรียนทั้งสิ้น 40 คน กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 ที่ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม จํานวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะประกอบเพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมร่างกาย ขั้นกระตุ้นทิศทาง ขั้นเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ และขั้นคลายตัว จํานวน 40 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .67-1.00 2) แบบทดสอบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของ เด็กปฐมวัย จํานวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .67-1.00 ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .45-.70 ค่าอำนาจจําแนกอยู่ระหว่าง .40-.70 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .66 และ 3) แบบทดสอบทักษะ การพูดภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย จํานวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .67-1.00 ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .45-.60 ค่าอํานาจจําแนกอยู่ระหว่าง .30-.60 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .74 ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาทีในช่วงกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที แบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน

    ผลการวิจัยพบว่า 

1) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะประกอบเพลงภาษาอังกฤษมีทักษะการฟังภาษาอังกฤษสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .01

2) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะประกอบเพลงภาษาอังกฤษมีทักษะการพูดภาษาอังกฤษสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .01 แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะประกอบเพลงภาษาอังกฤษ ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษสูงขึ้น

พรพิมล เวสสวัสดิ์ ( 2557 : บทคัดย่อ ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยใช้แนวคิดการเต้นเชิงสร้างสรรค์มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนุบาลใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความคิดคล่องตัว ความคิดริเริ่ม และจินตนาการ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลของการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะโดยใช้แนวคิดการเต้นเชิงสร้างสรรค์กับการจัดกิกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ แบบปกติที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนุบาล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กอนุบาลชั้นปีที่ 1 ปีการศึษา 2557 โรงเรียนพญาไท สังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1จำนวน 30 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (match by paired) โดยใช้เกณฑ์เพศและคะแนนทักษะด้านร่างกาย ในกรแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 15 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 15 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 11 สัปดาห์ เครื่องมีอที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยการปฏิบัติและการเคลื่อนไหววิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบด้วยวิธีการเปรียบเทียบรายคู่ (match paired t-test)

    ผลการวิจัย พบว่า

1) หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดสร้างสรรค์ใน 3 องค์ประกอบได้แก่ ความคิดคล่องตัว ความคิดริเริ่ม และจินตนาการ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

2) หลังการทดลองกล่ทดลองมีค่เฉลี่ยคะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

อรพรรณ  ภาคธรรม ( 2556 : บทคัดย่อ )  การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะทางคณิตศาสตร์เรื่องแบบรูปและความสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการทดลองโดยใช้กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยทั้งชายหญิง ที่มีอายุระหว่าง 41⁄2 - 51⁄2 ปี ที่กำลังศึกยาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ แผนการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะจำนวน 24 แผน และแบบประเมินทักษะ ทางคณิตศาสตร์เรื่องแบบรูปและความสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที

        ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะมีคะแนนเฉลี่ยทักษะทางคณิตศาสตร์เรื่องแบบรูปและกวามสัมพันธ์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05


2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโยคะสำหรับเด็กปฐมวัย

ความหมายของโยคะสำหรับเด็กปฐมวัย
    สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน (2551) อธิบายความหมายของโยคะไว้ดังนี้ โยคะคือศาสตร์ที่ว่าด้วยการฝึกฝนตนเอง อันมีรากฐานมาจากอินเดียโบราณ เป้าหมายของโยคะคือ พัฒนามนุษย์ในทุกๆ มิติ เช่น กาย จิต อารมณ์ บุคลิกภาพ อย่างเป็นองค์รวม การเข้าสู่แก่นของโยคะนั้น ประกอบด้วยเทคนิคอันหลากหลายโดยลักษณะร่วมของเทคนิคโยคะทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องกายจิตสัมพันธ์ แม้แต่ละเทคนิคจะมีกระบวนการ ช่องทางต่างกัน แต่ทุกเทคนิคก็ล้วนสนับสนุนกันและกัน
    สาลี่  สุภาภรณ์. (2544 : 4) กล่าวว่า โยคะ (Yoga) หมายถึง เป็นวิธีการฝึกความอ่อนตัวด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่ (Static Stretching) แต่โยคะแตกต่างจากการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่ คือ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่เน้นการฝึกทางด้านร่างกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อสามารถเคลื่อนไหวได้ระยะทางที่เพิ่มขึ้น ส่วนโยคะเน้นการฝึกร่างกายและจิตใจเพราะผู้ฝึกต้องมีสติอยู่กับการเคลื่อนไหว และจิตใจจะต้องจดจ่ออยู่กับลมหายใจที่ผ่านเข้าออกตลอดเวลา กล่าวได้ว่าการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบโยคะเป็นการรวมร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน
    ปทัตตา   ภริตาธรรม (2553) กล่าวว่า โยคะ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการพัฒนาด้านจิตใจและด้านร่างกายของมนุษย์ ประโยชน์ของการฝึกโยคะสำหรับเด็กอนุบาล คือ กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเอ็นมีความยืดหยุ่น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด และเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบกระดูก กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจ อวัยวะภายใน ระบบการย่อยอาหารต่อมต่างๆ ในร่างกาย และระบบประสาทได้เป็นอย่างดี กระดูกสันหลังถูกปรับให้เข้าสภาพปกติ ป้องกันอาการปวดหลัง ปวดต้นคอ หรือปวดศีรษะ และปรับรูปร่างให้สมดุล กระดูกไม่งอ ไหล่ไม่เอียง ทั้งยังช่วยพัฒนาบุคลิกภาพด้วยการนั่ง ยืน เดิน และการนอนที่ถูกต้อง สง่างาม การทรงตัวดีขึ้น และช่วยฟื้นฟูจิตใจให้ดี ผ่อนคลาย สงบ ด้วยการฝึกโยคะสร้างสมาธิ กระตุ้นสมองให้มีความจำดีขึ้น การผ่อนคลายลึกๆ หลังการฝึกทำให้เกิดคลื่นอัลฟา มีผลต่อการผ่อนคลายต่อสมอง คลายความเครียด แก้โรคนอนไม่หลับ
    สรุปได้ว่า โยคะเป็นวิธีการฝึกความอ่อนตัวด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่ เพื่อพัฒนาด้านจิตใจและด้านร่างกายของมนุษย์ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด และเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบกระดูก กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย ผู้ฝึกต้องมีสติอยู่กับการเคลื่อนไหว และจิตใจจะต้องจดจ่ออยู่กับลมหายใจที่ผ่านเข้าออกตลอดเวลา และช่วยเสริมสร้างสมาธิ กระตุ้นสมองให้มีความจำดีขึ้น

ท่าโยคะพื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัย
    ทาญิการ์ ศรีสมภาร (2562) กล่าวว่า การฝึกโยคะสำหรับเด็ก จะแตกต่างจากโยคะผู้ใหญ่ตรงที่จะมุ่งเน้นไปในการทำท่าที่ไม่เข้มงวด ไม่สลับซับซ้อน และเน้นฝึกเพียงไม่กี่ท่าพื้นฐานที่เด็กสามารถทำได้ ได้แก่
1.ท่าดอกบัว ( Lotus Pose) เป็นท่าที่ใช้รวบรวมสมาธิ และฝึกการหายใจเข้า-หายใจออก เพื่อรวบรวมจิตของเด็กให้พร้อม ก่อนจะเริ่มฝึกโยคะ
2.ท่าผีเสื้อ ( Butterfly Pose ) ท่านี้จะช่วยยืดกระดูกสันหลังส่วนล่างและเส้นใต้ขา ส่วนการก้มตัวจะช่วยยืดในส่วนบริเวณต้นคอ
3.ท่าพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ( Crescent moon Pose ) ท่านี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว และการหายใจเข้าลึก ๆ ไปยังปอด จะช่วยให้กล้ามเนื้อข้างลำตัวยืดหยุ่นได้มากขึ้น
4.ท่าเด็ก (Childe’s Pose) ท่านี้ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณ ลำตัว สะโพก ต้นขา และข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกายรวมถึงข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ แล้วยังช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร
5.ท่างู (Cobra Posture) ท่านี้จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับกระดูกสันหลัง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี
6.ท่านอน (Corpse Pose) เป็นท่าสุดท้ายที่ต้องทำหลังจากฝึกโยคะเสร็จทุกครั้ง โดยให้นอนหงาย มือทั้งสองข้างวางไว้ข้างลำตัว แล้วค่อย ๆ หลับตา ปล่อยวางทุกอย่าง ให้ร่างกายผ่อนคลายสบาย ๆ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเพราะจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ และทำให้ร่างกายและจิตใจได้ปล่อยวาง

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโยคะสำหรับเด็กปฐมวัย
ดวงพร พันธ์แสง (2551 : บทคัดย่อ ) การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านร่างกายโดยรวมและรายทักษะของเด็กปฐมวัยที่เกิดจากการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงโยคะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 3 – 4 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอํานวยวิทยา ตําบลตลาด อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จํานวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการจับสลาก 1 ห้องเรียน จากจํานวน 4 ห้องเรียน และจับสลากนักเรียน จํานวน 15 คน ใช้เป็นกลุ่มทดลองเพื่อจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงโยคะเป็นเวลา 8 สัปดาห ์สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 25 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดกิจกรมเคลื่อนไหวเชิงโยคะและแบบทดสอบเชิงปฏิบัติพัฒนาการด้านร่างกายที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.67 ในการวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัยแบบOne – Group Pretest – Posttest Design และ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ ( One – Way Repeated ANOVA ) และ Partial η^2
ผลการวิจัยพบว่า
    ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงโยคะ เด็กปฐมวัยมีระดับคะแนนพัฒนาการด้านร่างกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ p<.05 ทั้งโดยรวม (F = 9.717) และรายทักษะ คือ ทักษะการเดิน (F = 12.393) ทักษะการยืน (F = 5.020) ทักษะการกระโดด (F = 5.898) โดยการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงโยคะส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกายโดยรวมร้อยละ 41.0 (Partial η^2 = 0.410) และส่งผลต่อพัฒนาการทักษะการเดินร้อยละ 47.0 (Partial η^2 = 0.470) ทักษะการยืนร้อยละ 26.4 (Partial η^2 = 0.264) และทักษะการกระโดดร้อยละ 29.6 (Partial η^2 =0.296) ตามลําดับ แสดงว่าการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเชิงโยคะ ช่วยให้พัฒนาการด้านร่างกายโดยรวมและรายทักษะ เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
    วิลาสินี  วัชรปิยานันทน์ 2561 : บทคัดย่อ ) การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยชิงทดลองเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย มีดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิกรรมโยคะส่งเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกบาปีที่ 1  2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโยคะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อกิจกรรมโยคะส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้นักเรียนชั้นมัธยมศึกบาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเขาเฒ่า ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 11 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposi samplng) เครื่องมือในการวิจัย มีดังนี้ 1) ชุดกิจกรรมโยคะส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกบาปีที่ 1 จำนวน 8 ชุดกิจกรรม  2) แบบประเมินด้านพุทธิพิสัยในการฝึกโยคะ 3) แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย 4) แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย 5) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  6) แบบสอบถามกวามพึงพอใจต่อกิจกรรมการฝึกโยคะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ -test (Dependent Sample) สรุปอภิปรายในรูปตารางและการพรรณนา
    ผลการวิจัยพบว่า 
1) ผลของการพัฒนาชุดกิจกรรมโยคะส่งเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า โดยภาพรวม มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 81.92 มีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 18.18  
2) ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโยคะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโยคะ ชั้นมัธยมศึกยาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ( t= 7.732 , Sig = 0.000 )  
3) ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อกิจกรรมโยคะส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ความรวมของความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก  ( x ̅ = 4.45, S.D. = 0.61 X )

3.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

ความหมายของความคิดสร้างสรรค์
สุวิทย์  มูลคำ (2550 : 9) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ คือ พลังทางความคิดที่เด็กๆ ทุกคนมีมาแต่กำเนิด หากได้รับการกระตุ้น การพัฒนาพลังแห่งการสร้างสรรค์จะทำให้เด็กเป็นคนดีมีอิสระทางความคิด มีความคิดที่นอกกรอบ และสามารถหาหนทางในการจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ ดังนั้น การสอนความคิดสร้างสรรค์และการฝึกฝนให้เด็กคิดอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นคุณภาพให้เด็กมั่นใจในตนเองและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมากยิ่งขึ้น
กระทรวงศึกษาธิการ (2560: 20) ระบุว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ โดยมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดความคิดใหม่ต่อเนื่องกันไปและความคิดสร้างสรรค์นี้ ประกอบด้วยความคล่องในการคิดความยืดหยุ่น และความคิดที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะหรือมีความคิดริเริ่ม
ณัฐกฤตา ไทยวงษ์ ( 2562 : 34 ) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่มีกระบวนการทางความคิดหลากหลาย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความรู้และประสบการณ์เกิดความคิดจินตนาการทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การปรับปรุงให้ดีขึ้น สรรค์สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง  ความสามารถของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความคิดในการหาหนทางในการทำสิ่งใหม่ ๆ โดยมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดความคิดใหม่ต่อเนื่องกันไป โดยมีความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความรู้และประสบการณ์
ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์
        ณัฏฐ์ชญา หอมจัด ( 2563 : 35 ) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะที่สำคัญ ที่ควรได้รับการส่งเสริม และปลูกฝังเป็นอย่างยิ่ง ช่วยให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพของตนเองในการคิดการแก้ปัญหา สนใจต่อสิ่งรอบตัว และรู้จักแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง มีคุณประโยชน์ต่อบุคคลและสังคม คุณประโยชน์ที่มีต่อตนเองคือทำให้บุคคลได้ตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้เห็นคุณค่าของตนเองมากขึ้นในส่วนของสังคม ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ย่อมสามารถที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้สังคมก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหาและช่วยให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีและถูกต้อง
เบญจกาญจน์  ใส่ละม้าย ( 2558 : 18 ) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังให้กับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของเด็กปฐมวัย ทำให้เด็กได้ใช้จินตนาการโดยการส่งเสริมให้เด็กได้สำรวจ ค้นคว้า ทดลองในการสร้างสิ่งใหม่และเรียนรู้ในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง
        ณัฐกฤตา  ไทยวงษ์ ( 2562 : 37 ) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะสำคัญที่ควรได้รับการส่งเสริมและปลูกฝังเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ทำให้เกิดกระบวนการคิดในการแก้ปัญหากับสิ่งต่างๆ ที่ต้องเผชิญ ในการปรับตัวให้สามารถอยู่ในสังคมได้ รู้จักใช้จินตนาการในทางที่ถูก เกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง อันจะนำไปสู่คุณลักษณะของความเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี ตลอดจนการนำมาซึ่งความสนุกสนาน เพลิดเพลิน มีความสุขกับการดำเนินชีวิตอันก่อให้เกิดสุขภาพกายและใจที่ดีตามไปด้วย จากคุณลักษณะของบุคคลดังกล่าวนี้ จะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของประชากรในสังคมนั้นๆ ที่จะนำไปสู่ผลผลิตเชิงสร้างสรรค์ทางความคิด ตลอดจนการนำมาผลิตเป็นชิ้นงานที่มีคุณภาพต่าง ๆ อันจะนำพาให้สังคมนั้นๆ มีความเจริญก้าวหน้า และประชากรสามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป
        สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะสำคัญที่ควรได้รับการส่งเสริมและปลูกฝัง เพราะเป็นการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของเด็กปฐมวัย พัฒนาศักยภาพของตนเองในการคิดการแก้ปัญหา สนใจต่อสิ่งรอบตัว และรู้จักแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง รู้จักใช้จินตนาการในทางที่ถูก ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในตนเอง ที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพต่อไป

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์
Torrance (1964, n.d. อ้างถึงใน ศรีแพร จันทราภิรมย์, 2550, หน้า 17-18) ได้กำหนดขั้นตอนความคิดสร้างสรรค์ ออกเป็น 4 ขั้นตอน
1. ขั้นตอนต้น เกิดความรู้สึกต้องการหรือความพอใจในสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้บุคคลเริ่มคิด เขาพยายามรวบรวมข้อเท็จจริง เรื่องราวและแนวคิดต่าง ๆ ที่มีอยู่เข้าด้วยกัน เพื่อหาความกระจ่างในปัญหา ขั้นนี้ผู้คิดยังไม่ทราบว่า ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นรูปใดและอาจใช้เวลานานจนบางครั้งจะเกิดขึ้นโดยผู้คิดไม่รู้สึกตัว
2. ขั้นครุ่นคิด ต่อจากนั้นเริ่มต้นมีระยะหนึ่งที่ความรู้ความคิดเห็นและเรื่องราวต่าง ๆ ที่รวบรวมไว้มาประสานกลมกลืนเข้าเป็นรูปร่าง ระยะนี้ผู้คิดต้องใช้ความคิดอย่างหนัก แต่บางครั้งความคิดอันนี้อาจหยุดชะงักไปเฉย ๆ เป็นเวลานานบางครั้งก็กลับเกิดขึ้นใหม่อีก
3. ขั้นเกิดความคิด ในระยะที่กำลังครุ่นคิดนั้น บางครั้งอาจเกิดความคิดผุดขึ้นมาทันทีทันใด ผู้คิดจะมองเห็นความสัมพันธ์ของความคิดใหม่ที่ซ้ำกับความคิดเก่า ๆ ซึ่งมีผู้คิดมาแล้ว การมองเห็นความสัมพันธ์ในแนวคิดใหม่นี้ จะเกิดขึ้นในทันทีทันใด ผู้คิดไม่ได้นึกได้ฝันว่าจะเกิดขึ้นเลย
4. ขั้นปรับปรุง เมื่อเกิดความคิดใหม่แล้ว ผู้ที่จะขัดเกลาความคิดนั้นให้หมดจดเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย หรือต่อเติมเสริมแต่งความคิดที่เกิดขึ้นใหม่นั้นให้รัดกุมและวิวัฒนาการก้าวหน้าต่อไป
ทฤษฎีอูต้า (AUTA) (อ้างอิงจากกรมวิชาการ : 2544) ทฤษฎีนี้เป็นรูปแบบของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล โดยมีแนวคิดว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่ในมนุษย์ทุกคนและสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นได้ การพัฒนาความคิกสร้างสรรค์ตามรูปแบบอูต้า ประกอบด้วย
1. การตระหนัก (Awareness) คือ ตระหนักถึงความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ที่มีต่อตนเอง สังคม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตนเองด้วย 
2 ความเข้าใจ (Understanding) คือ มีความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์
3. เทคนิควิธี (Techniques) คือ การรู้เทคนิคในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทั้งที่เป็นเทคนิคส่วนบุคคลและเทคนิคที่เป็นมาตรฐาน
4. การตระหนักในความจริงของสิ่งต่างๆ (Actualization) คือ การรู้จักหรือตระหนักในตนเอง พอใจในตนเอง และพยายามใช้ตนเองและพยายามใช้ตนเองเต็มศักยภาพ รวมทั้งการเปิดกว้างรับประสบการณ์ต่างๆ โดยมีการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม การตระหนักถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การผลิตผลงานด้วยตนเอง และมีความคิดที่ยืดหยุ่นเข้ากับทุกรูปแบบของชีวิต
องค์ประกอบทั้ง 4 นี้ จะผลักดันให้บุคคลสามารถดึงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของตนเองออกมาใช้ได้
        กิลฟอร์ด (Guilford) เสนอความคิดว่า ความสามารถทางสมองซึ่งเกิดจาการปฏิบัติตามเงื่อนไขขององค์ประกอบ 3 มิติ (Three Dimensional Model) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
มิติที่ 1 ด้านเนื้อหา (Contents) หมายถึงวัตถุ/ข้อมูลต่าง ๆที่รับรู้และใช้เป็นสื่อให้เกิดความคิด มีอยู่ 5 ชนิด คือ เนื้อหาที่เป็นรูปภาพ (Figural contents) เนื้อหาที่เป็นเสียง (Auditory contents) เนื้อหาที่เป็นสัญลักษณ์ (Symbolic Contents) เนื้อหาที่เป็นภาษา (Semantic Contents) และเนื้อหาที่เป็นพฤติกรรม (Behavior Contents)
มิติที่ 2 ด้านปฏิบัติการ (Operation)หมายถึงวิธีการ/กระบวนการคิดต่าง ๆที่สร้างขึ้นมา ประกอบด้วยความสามารถ 5 ชนิด คือ การรับรู้และการเข้าใจ(Cognition) การจำ (Memory) การคิดแบบอเนกมัย(Divergent thinking) และการประเมินค่า(Evaluation)
มิติที่ 3 ด้านผลผลิต (Products) หมายถึงความสามารถที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานมิติด้านเนื้อหาและด้านปฏิบัติการเข้าด้วยกัน เป็นผลผลิตที่เกิดจากการรับรู้ วัตถุ/ข้อมูล แล้วเกิดวิธีการคิด/กระบวนการคิด ซึ่งทำให้เกิดผลของการผสมผสานในรูปแบบ 6 ชนิด คือ หน่วย (Units) จำพวก (classes) ความสัมพันธ์ (Relations) ระบบ (System) การแปลงรูป (Transformation) และการประยุกต์ (Implication)

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์
        ณัฐกฤตา ไทยวงษ์ ( 2562 : บทคัดย่อ ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ ) ความคิดสร้างสรรค์และกวามสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดเชิงออกแบบ และ 2) กวามคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดเชิงออกแบบกับการจัดประสบการณ์ตามคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยที่มีระดับอายุ 4- 5 ปี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 36 คน ซึ่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กปฐมวัยของโรงเรียนวัดชีธาราม จำนวน 18 คน เป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดเชิงออกแบบ และกลุ่มเด็กปฐมวัยของโรงเรียนบนหนองจิกรากข่า จำนวน 18 คน เป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย โดยระยะเวลาในการทดลอง 10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน ซึ่งได้มาโดยวิธีการ สุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดเชิงออกแบบ แผนการจัดประสบการณ์ตามมือหลักสูตรการศึษาปฐมวัย แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของอารี รังสินันท์ และแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนหลายตัวแปร
        ผลการวิจัย พบว่า 
1) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดเชิงออกแบบมีความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการแก้ปัญหาหลังได้รับการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
2) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดเชิงออกแบบมีความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการแก้ปัญหาสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามมือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
        เบญจกาญจน์  ละม้าย ( 2558 : บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเรื่องอาชีพในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชายและหญิง จำนวน 25 คน อายุระหว่าง 5-6 ปี กำลังศึกษาในชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านหาดใหญ่) สังกัดเทศบาลนครหาดใหญ่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเรื่องอาชีพในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา จำนวน 24 แผน และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t - test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
        ผลการวิจัยพบว่า 1 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเรื่องอาชีพในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา มีคะแนนความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 05 2) ผลจากแบบสังเกตพฤติกรรมพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเรื่องอชีในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา มีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้น
        วาทีนี  บรรจง ( 2556 : บทคัดย่อ ) การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาผลการจัดประสบการณ์ศิลปะที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนุบาลหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองที่ใช้แผนการจัดประสบการณ์ศิลปะโดยบูรณาการแนวคิดเชิงออกแบบกับกลุ่มควบคุมที่ใช้แผนการจัดประสบการณ์ศิลปะแบบปกติ  2) ศึกษาผลการจัดประสบการณ์ศิลปะโดยบูรณาการแนวคิดเชิงออกแบบที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนุบาลกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนอินทโมลีประทาน อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จำนวน 40 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Match by pai) ซึ่งใช้เกณฑ์อายุและคะแนนความพร้อมในการแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 20 คนและกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คน ระยะเวลาที่ใช้การวิจัย 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ TCT-DP วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที
        ผลการวิจัย พบว่า
1) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

- Week 17 -

   วันที่ 26 - 27 เมษายน 2564   🍏 งานชิ้นที่ 1 🍏 เขียนตัวอย่างแผนการจัดประสบการณ์ที่ใช้ในงานวิจัย และเครื่องมือการวัดและประเมินผล